เวลาตั้งครรภ์ คุณแม่ส่วนใหญ่คงกังวลเรื่องการกินอาหารในชีวิตประจำวัน เพราะกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ใช่ไหมครับ? วันนี้เรามาคุยกันเรื่องอาหาร พร้อมทำความเข้าใจ การดูแลครรภ์คุณภาพสำหรับคุณแม่มือใหม่ เพื่อให้คุณแม่เลือกกินได้อย่างเหมาะสมและดูแลสุขภาพของทั้งคุณแม่และลูกน้อยไปพร้อมกัน
อาหารสำหรับคนท้องควรกินอย่างไร? Q&A เรื่องโภชนาการของคุณแม่ตั้งครรภ์
Q: ทำไมคนท้องต้องใส่ใจเรื่องอาหารเป็นพิเศษ?
A: เพราะอาหารที่คุณแม่รับประทานระหว่างตั้งครรภ์มีส่วนสำคัญต่อสุขภาพของคุณแม่และการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ จึงควรเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัย
Q: คนท้องต้องกินเยอะ ๆ เพื่อบำรุงลูกจริงไหม?
A: ไม่จำเป็นต้องเน้น “กินเยอะ” แต่ควรเน้น “กินให้มีคุณภาพ” เพราะปัจจุบันปัญหาโภชนาการคนท้องไม่ได้มีเพียงภาวะขาดสารอาหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงน้ำหนักเกิน เบาหวาน และความดันโลหิตสูง อีกด้วย
Q: หลักง่าย ๆ ในการเลือกอาหารช่วงตั้งครรภ์คืออะไร?
A: เน้นกินอาหารที่มีคุณภาพ หลากหลาย และเหมาะสม มากกว่าการเพิ่มปริมาณเพียงอย่างเดียว เพื่อให้คุณแม่ได้รับสารอาหารที่จำเป็น พร้อมลดความเสี่ยงจากการกินมากเกินความต้องการ
สรุป: คนท้องไม่จำเป็นต้อง “กินให้เยอะ” แต่ควร “กินให้ดี กินให้ครบ และเลือกอาหารที่มีคุณภาพ” เพื่อดูแลสุขภาพคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์นั่นเอง
ข้อแนะนำในการเลือกรับประทานอาหารของคุณแม่ตั้งครรภ์ มีดังนี้
1. อาหารคนท้องควรทานอาหารครบ 5หมู่อย่างสมดุล:
เน้นปรับสัดส่วนอาหารให้สมดุล โดยเฉพาะเพิ่มโปรตีนและผักใบเขียวให้มากขึ้น ไม่เน้นคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป
2. เสริมธาตุเหล็ก:
คุณแม่ตั้งครรภ์มีโอกาสเกิดภาวะซีดได้ จึงควรรับประทานยาบำรุงที่มีธาตุเหล็กตามที่แพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ
3. เลือกดื่มนมที่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์:
สำหรับคุณแม่ที่ไม่แพ้นมวัว ควรเลือก นม ชีส และผลิตภัณฑ์จากนมที่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากเชื้อโรคในน้ำนมดิบ
4. หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ:
เช่น ซูชิ ปลาดิบ น้ำปลาร้าดิบ ไข่ดิบ หรือไข่ลวก เป็นต้น เพราะอาจปนเปื้อนเชื้อโรคหรือสารพิษบางอย่าง ควรปรุงอาหารให้สุกด้วยความร้อนก่อนรับประทาน
5. หลีกเลี่ยงปลาที่มีสารปรอทสูง:
หลีกเลี่ยงปลาทะเลบางชนิดที่อาจมีสารปรอทสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อการพัฒนาการระบบประสาทของทารกในครรภ์ เช่น ปลาอินทรี ปลาทูน่า และปลาโอ ทั้งนี้คุณแม่สามารถรับประทานปลาประเภทอื่นทดแทนได้ เช่น ปลาแซลมอน ปลากะพง ปลาทู ปลานิล ปลาทับทิม หรือปลาดุก เป็นต้น
6. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน:
เช่น ชา กาแฟ และเครื่องดื่มชูกำลัง เพราะคาเฟอีนสามารถผ่านรกไปยังทารกได้ หากต้องการดื่มควร จำกัดปริมาณและไม่ดื่ม มากเกินไป โดยแนะนำว่าไม่ควรเกิน 1 แก้วต่อวัน หรือดื่มแค่พอให้หายอยากก็พอ
7. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน:
แอลกอฮอล์ไม่มีประโยชน์ต่อการตั้งครรภ์และอาจส่งผลต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ จึงควรงดโดยเด็ดขาดตลอดการตั้ง ครรภ์
8. ไตร่ตรองความเชื่อเรื่องอาหาร: ความเชื่อบางอย่างอาจไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ เช่น
• น้ำมะพร้าวกินแล้วช่วยล้างไขบนตัวลูก?
ไม่จริง น้ำมะพร้าวไม่ได้ช่วยล้างไข แต่การดื่มมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้
• เฉาก๊วยหรือของดำ จะทำให้ลูกเกิดมาตัวดำคล้ำ?
ไม่จริง เพราะสีผิวเป็นผลจากพันธุกรรมไม่ได้เกิดจากอาหารการกิน
การกินอาหารที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมดังกล่าว จะส่งผลให้คุณแม่เกิดอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย หรืออาเจียน ขณะที่หากมีการติดเชื้อหรือได้รับสารพิษรุนแรง อาจพบอาการติดเชื้อ มีไข้สูงได้ เมื่อคุณแม่เกิดอาการผิดปกติจากการกินอาหาร คุณแม่ต้องตั้งสติให้มั่น ที่สำคัญไม่ต้องตกใจเพราะร่างกายคุณแม่คือเกราะป้องกันชั้นดีของลูก ทารกในครรภ์จะไม่อันตรายตราบเท่าที่คุณแม่ยังมีสุขภาพดี ในทางกลับกันหากคุณแม่ได้รับผลกระทบจากการกินอาหาร ทารกในครรภ์ก็จะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ดังนั้นหากเกิดอาการดังกล่าวข้างต้น แนะนำให้ปฏิบัติตัวดังนี้…
1) หยุดกินอาหารที่สงสัย และทบทวนรายการอาหารที่กินในระยะ 2-3 วันก่อนหน้า เพื่อประโยชน์ในการคาดการณ์ต้นเหตุของอาการที่เกิดขึ้น
2) อย่าปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ หมั่นจิบน้ำบ่อย ๆ สังเกตสีน้ำปัสสาวะว่าเข้มหรือไม่ (สีน้ำปัสสาวะจะสะท้อนปริมาณสารน้ำในร่างกาย ยิ่งขาดน้ำ สียิ่งเข้ม)
3) สังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและรีบไปพบแพทย์ หากมีอาการไข้สูง ถ่ายเหลวปริมาณมากเกินกว่า 3 ครั้งต่อวัน ปวดท้องรุนแรง หรือมีเลือดออกจากช่องคลอด
เห็นไหมครับว่า การเลือกกินอาหารมีความสำคัญกับคุณแม่ตั้งครรภ์ไม่น้อยเลย และเมืองไทยของเราก็มีอาหารให้เลือกกินหลากหลาย หากคุณแม่ไม่แน่ใจหรือสงสัยว่าอาหารประเภทอื่น ๆ นอกเหนือจากที่แนะนำสามารถรับประทานได้หรือไม่ สามารถสอบถามหรือปรึกษาคุณหมอที่ดูแลการตั้งครรภ์ได้เสมอ
สำหรับคุณแม่มือใหม่ โดยเฉพาะการตั้งครรภ์ครั้งแรกไม่ต้องกังวลหรือเครียดจนเกินไป ค่อย ๆ เรียนรู้และเตรียมตัวไปทีละขั้น เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ดูแลสุขภาพ และฝากครรภ์ตามคำแนะนำของคุณหมอ เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้การเตรียมตั้งครรภ์และการดูแลครรภ์เป็นเรื่องที่ง่ายและมั่นใจมากขึ้นได้ครับ
ขอให้คุณแม่ทุกคนมีความสุขกับการกิน และมีความสุขกับทุกช่วงเวลาของการตั้งครรภ์นะครับ













