เมื่อเข้าสู่หน้าฝน เด็ก ๆ มีโอกาสเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าปกติ เพราะเชื้อโรคต่าง ๆ ทั้งไวรัส และแบคทีเรีย รวมถึงยุงที่เป็นพาหะของเชื้อโรค สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศชื้น การรู้ทันโรคฮิตที่พบได้บ่อย พร้อมสังเกตอาการตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลเจ้าตัวน้อยได้อย่างเหมาะสม และพาไปพบแพทย์ได้อย่างทันท่วงที
5 โรคยอดฮิตช่วงหน้าฝนในเด็ก มีอะไรบ้าง มาดูกันค่ะ
1. ไข้หวัด หรือโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส จะทำให้มีอาการ ไข้ ไอ น้ำมูก ซึ่งส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่บางครั้งไข้หวัดอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้ออื่น ๆ ได้ เช่น Streptococcus, Mycoplasma ซึ่งต้องรักษาด้วยาปฏิชีวนะ
ในปัจจุบัน คุณพ่อคุณแม่สามารถตรวจหาเชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุได้ง่ายขึ้น โดยการป้ายจมูกเพื่อตรวจจากน้ำมูกหรือน้ำลายให้เจ้าตัวน้อย แต่ส่วนใหญ่จะสามารถตรวจเชื้อไวรัสได้เพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากตรวจไม่พบหรือป้ายไม่ขึ้น แสดงว่าอาจจะเกิดจากเชื้อไวรัสอื่นที่ไม่ได้อยู่ในชุดทดสอบนั้น
เชื้อที่สามารถใช้ชุดทดสอบป้ายตรวจหาเชื้อได้เองที่บ้าน ยกตัวอย่างเช่น
1.1 Influenza หรือโรคไข้หวัดใหญ่จากสายพันธุ์ A หรือ B ลูกน้อยมักจะมีอาการไข้สูงมากฉับพลัน ปวดศีรษะ ปวดเนื้อปวดตัว หมดแรง อ่อนเพลีย ไอ น้ำมูก เจ็บคอ บางครั้งอาจมีอาการอาเจียน ปวดท้อง ท้องเสียร่วมด้วย อาการไข้สูงมักจะนาน 2 วัน จากนั้นไข้จะลดลง แต่จะยังรู้สึกอ่อนเพลีย ไอ มีน้ำมูกไปอีก 2-3 วัน
1.2 โรค RSV ไวรัสที่ควรระวังในช่วงหน้าฝน เจ้าตัวน้อยมักจะมีอาการคล้ายไข้หวัด ไอ มีน้ำมูกไม่มาก ในช่วง 2-3 วันแรก ต่อมาอาการไอเสมหะจะเริ่มเยอะขึ้น จนบางครั้งลูกน้อยหายใจลำบาก ไม่สามารถนอนได้ ในเด็กเล็กเชื้อไวรัสอาจลงปอดทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย เนื่องจากมีเสมหะเยอะและเหนียว ดังนั้นหากลูกน้อยมีอาการไข้หวัดแล้วอาการแย่ลง ไอมาก หายใจลำบาก ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์โดยด่วน
1.3 hMPV เป็นอีกเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ อาการคล้าย RSV คือ มีอาการไข้ ไอ เสมะหะเหนียว มีน้ำมูกมาก และไอมากขึ้นในช่วงวันที่ 3 ของโรค
1.4 Parainfluenza ลูกน้อยจะมีอาการไข้สูง ไอเสมหะ มีน้ำมูกมาก อยู่ 2-3 วัน โดยส่วนมากอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นได้เอง
1.5 Covid 19 ลูกน้อยจะมีอาการไข้สูง อ่อนเพลีย 2 วัน ไอ น้ำมูก จากนั้นอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น เชื้อ Covid สามารถแพร่ให้ผู้อื่นได้ง่ายกว่าไวรัสทั่วไป ถึงแม้เจ้าตัวน้อยจะมีอาการน้อยแต่ควรแยกจากผู้ที่มีโรคประจำตัว
1.6 Adenovirus เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดอาการได้หลายระบบ มักจะมีไข้สูงมาก บางครั้งไข้สูงได้นาน 4-5 วัน มีอาการไอ มีน้ำมูก และมักจะมีอาการนอนกรนจากต่อม Adenoid โต อาจมีอาการอาเจียน ท้องเสีย ตาแดง มีขี้ตา อาการจะหายได้เองในเวลา 5-7 วัน
1.7 Rhinovirus เป็นเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดทั่วไปได้บ่อยที่สุด ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง ยกเว้นเด็กเล็ก หรือเด็กที่มีโรคประจำตัวอาจทำให้เกิดอาการรุนแรงได้
2. โรคมือ เท้า ปาก Hand foot mouth disease หรือโรค Herpangina
ในกรณีที่มีแต่แผลในปาก ไม่มีผื่นตามตัว ลูกน้อยมักจะมีอาการไข้สูงฉับพลัน อาจมีอาการอาเจียน ต่อมาจะเริ่มมีผื่นตุ่มแดงขึ้นตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า บางรายขึ้นที่ก้น ข้อศอก และเข่า มีแผลในปาก เจ็บจนกลืนไม่ได้ น้ำลายไหล ซึ่งหากคุณแม่รู้ทันสามารถป้องกันลูกน้อยจาก มือ เท้า ปาก ได้
3. ไข้เลือดออก Dengue fever
เจ้าตัวน้อยมักจะมีอาการไข้เพียงอย่างเดียว บางครั้งอาจมีผื่นขึ้น หรือปวดท้องร่วมด้วย หากลูกมีไข้เพียงอย่างเดียว ไม่มีอาการอะไรชัดเจน และผ่านไป 3 วันไข้ยังไม่ลดลง คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปตรวจเลือดว่ามีการติดเชื้อไข้เลือดออกในเด็ก หรือไม่
4. โรคท้องเสียหรืออุจจาระร่วง Gastroenteritis
ส่วนใหญ่จะติดจากเชื้อไวรัส ลูกน้อยมักจะมีอาการไข้ คลื่นไส้อาเจียน ทานอาหารได้น้อย ปวดท้อง ถ่ายเหลว หากลูกน้อยังพอทานอาหารหรือสารน้ำได้บ้าง ไม่มีภาวะขาดน้ำรุนแรง โดยส่วนใหญ่อาการมักจะค่อย ๆ ดีขึ้นได้เองภายใน 2-3 วัน
5. เยื่อบุตาอักเสบ (ตาแดง) Conjunctivitis
เกิดจากการที่เชื้อโรคเข้าสู่ตาโดยตรง เช่น จากมือที่ไม่สะอาด หรือจากแหล่งน้ำที่ไม่สะอาด หรืออาจเกิดร่วมกับโรคหวัด เชื้อไวรัสบางชนิด เช่น Adenovirus อาจทำให้ลูกเป็นหวัด และตาแดงได้
วิธีสังเกตอาการของโรคยอดฮิต
ไข้ คือ อาการที่บ่งบอกว่าร่างกายของลูกน้อยเกิดการติดเชื้อ เมื่อลูกเริ่มมีไข้ คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดเรียน พักผ่อน แล้วสังเกตอาการอื่น ๆ ที่ตามมา เช่น
-
หากมีอาการไอ มีน้ำมูก ก็จะเป็นจากโรคไข้หวัด หากมีไข้สูงอาจพิจารณาป้ายตรวจหาเชื้อไวรัสเบื้องต้น โดยควรตรวจหลังจากมีไข้แล้วอย่างน้อย 12-24 ชั่วโมง เพราะหากตรวจเร็วเกินไปอาจจะยังไม่พบเชื้อ หรือหากป้ายครั้งแรกไม่พบเชื้อแต่อาการยังไม่ดีขึ้นก็อาจพิจารณาป้ายซ้ำได้
-
หากมีอาการอาเจียน ท้องเสีย ก็อาจจะเป็นโรคท้องเสีย ลำไส้อักเสบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อไวรัส อาการจะค่อยดีขึ้นและหายไปได้เองภายใน 3-4 วัน
-
หากอาการของลูกน้อยแย่ลงในช่วงวันที่ 3 เช่น ไข้สูงต่อเนื่อง อาการไอที่แย่ลง อ่อนเพลีย ทานได้น้อยลง อาเจียนมาก ท้องเสียมาก มีภาวะขาดน้ำ ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมว่าการเจ็บป่วยนั้นเกิดจากอะไร
วิธีลดความเสี่ยงลูกป่วยช่วงหน้าฝน
- หลีกเลี่ยงการพาเจ้าตัวน้อยออกไปที่ชุมชนแออัด
- หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
- งดใช้สิ่งของร่วมกัน ใช้ช้อนกลาง
- หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำ หรือไปในที่สาธารณะ เช่น สนามเด็กเล่นในร่ม เมื่อเริ่มมีอาการเจ็บป่วย เพื่อลดการแพร่เชื้อและยังช่วยป้องกันไม่ให้ลูกน้อยรับเชื้อใหม่เพิ่มขึ้น
- พักผ่อน นอนหลับให้เพียงพอ
- ทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ ปรุงสุก สดใหม่ และสะอาด
- พาลูกน้อยไปรับวัคซีนป้องกันโรคตามวัย
ขอบคุณข้อมูลจากคุณหมอแอน พญ.ปิยะรัตน์ เลิศบรรณพงษ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
วันที่สร้าง 30/07/2026













