ลูกมีไข้ นอนกรน อาจเสี่ยงติดเชื้อ ‘อะดีโนไวรัส’ หรือโรคไข้นอนกรน

เขียนโดย คุณหมอแอน พญ.ปิยะรัตน์ เลิศบรรณพงษ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ลูกมีไข้ นอนกรน อาจเสี่ยงติดเชื้อ ‘อะดีโนไวรัส’ หรือโรคไข้นอนกรน ลูกมีไข้ นอนกรน อาจเสี่ยงติดเชื้อ ‘อะดีโนไวรัส’ หรือโรคไข้นอนกรน ลูกมีไข้ นอนกรน อาจเสี่ยงติดเชื้อ ‘อะดีโนไวรัส’ หรือโรคไข้นอนกรน

‘อะดีโนไวรัส’ (Adenovirus) เชื้อโรคที่ชื่อไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่ ซึ่งเจ้าเชื้อนี้ไม่ใช่เชื้ออุบัติใหม่แต่อย่างใด แต่เป็นเชื้อไวรัสที่มีมานานแล้ว และมีการแพร่ระบาดอยู่เป็นระยะ ๆ ในปัจจุบันก็สามารถตรวจหาเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ดีมากขึ้น ทำให้สามารถตรวจพบเชื้อนี้ได้มากขึ้นกว่าเมื่อก่อน โดยการป้าย swab จากจมูกและคอ หรือตรวจเชื้อจากอุจจาระ และในช่วงหน้าฝนนี้ต้องระวัง!! ‘เฮอร์แปงไจน่า’ โรคระบาดในเด็ก” กันด้วยนะคะ

ทำความรู้จัก ‘อะดีโนไวรัส’ (Adenovirus)

เป็นเชื้อไวรัสในกลุ่มทางเดินหายใจ และทางเดินอาหาร ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะช่วงอายุ 6 เดือน - 5 ปี รวมถึงเจ้าตัวน้อยที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก

การติดเชื้อ ‘อะดีโนไวรัส’ เกิดจากสาเหตุใดบ้าง มาดูกันค่ะ 

  • การสูดหายใจเอาละอองน้ำมูก หรือเสมหะที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไปโดยตรงจากการไอจามใส่กัน
  • ติดต่อกันได้จากการสัมผัสเชื้ออะดีโนไวรัสที่ติดอยู่ตามผิวสัมผัสต่าง ๆ เช่น ของเล่นหรือของใช้เด็ก
  • การทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อนของเชื้ออะดีโนไวรัส

เชื้ออะดีโนไวรัสมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 30 วัน ตามพื้นผิวสิ่งแวดล้อม และไม่สามารถฆ่าเชื้อได้ด้วยแอลกอฮอล์ ต้องใช้ความร้อน สบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ ในการกำจัด โดยทั่วไปเชื้อจะถูกทําลายด้วย…

  • ใช้ความร้อนที่อุณหภูมิ 56 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 นาที
  • รังสีอัลตราไวโอเลต
  • ผงโซเดียมโดเดซิลอัลเฟต 0.25%
  • คลอรีนที่ความเข้มข้น 0.5 (mg/l)
  • สารเคมีฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) และสารฟอกขาว (bleach)

คุณหมอชวนเช็กอาการ ‘อะดีโนไวรัส’

อาการของ ‘อะดีโนไวรัส’ มักจะมีไข้สูง 39 - 40 องศา โดยสามารถมีไข้สูงได้นานถึง 4 - 7 วัน และมีอาการอื่นร่วมด้วยได้ในหลายระบบของร่างกายเจ้าตัวน้อย

  • ระบบทางเดินหายใจ : เจ้าตัวน้อยจะมีอาการ ไอ น้ำมูกไหล เจ็บคอ เสียงแหบ นอนกรน คัดจมูก ปวดหู หูอื้อ กลายเป็นหูอักเสบหรือไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ
  • ระบบทางเดินอาหาร : มีอาการถ่ายเหลว อาเจียน ปวดท้อง
  • การติดเชื้อที่ตา : เจ็บตา ตาแดงอักเสบ มีขี้ตา น้ำตาไหล หนังตาบวม
  • การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ : ทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ มีอาการปัสสาวะเป็นเลือด

โดยลูกน้อยอาจมีอาการได้ตั้งแต่เป็นไข้หวัดเพียงเล็กน้อยแล้วหายได้เองใน 1 - 2 วัน จนถึงไข้สูงมาก หอบเหนื่อย อาเจียนท้องเสียรุนแรงมาก

การรักษา ‘อะดีโนไวรัส’

เนื่องจากเชื้ออะดีโนไวรัส ไม่มียารักษาจำเพาะ การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ ดังนี้

  • การให้ยาลดไข้ เนื่องจากลูกน้อยจะมีอาการไข้สูงมากและอาจยาวนานหลายวัน จึงต้องให้ยาลดไข้อย่างต่อเนื่องจนกว่าไข้จะลดลง
  • การให้สารน้ำทดแทน เพื่อป้องกันการขาดน้ำจากไข้ และอาการอาเจียน ท้องเสีย
  • รักษาอาการของระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากจะมีอาการคัดจมูก นอนกรน หายใจไม่สะดวก เช่น ใช้ยาแก้คัดจมูก พ่นยา ดูดเสมหะ หรือให้ออกซิเจน

วิธีป้องกันการติดเชื้อ ‘อะดีโนไวรัส’

  • วิธีป้องกันการติดเชื้ออะดีโนไวรัสที่ดีที่สุด คือ การล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่
  • รักษาความสะอาดพื้นผิวสัมผัสภายในบ้าน เช่น ทำความสะอาดของเล่นลูก เช็ดโต๊ะ เช็ดเก้าอี้ หรือของใช้ต่าง ๆ ที่ลูกหยิบจับเข้าปาก
  • หลีกเลี่ยงการพาลูกไปในแหล่งชุมชนที่มีคนแออัด
  • หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ที่มีอาการป่วย
  • ปิดปากและจมูกด้วยผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษเวลาไอหรือจาม


​ขอบคุณข้อมูลจากคุณหมอแอน พญ.ปิยะรัตน์ เลิศบรรณพงษ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ .
ดูแลเรื่องสุขภาพกันไปแล้ว อย่าลืมดูแลเรื่องสุขอนามัยในการขับถ่ายของเจ้าตัวเล็ก หมั่นเปลี่ยนผ้าอ้อมทุก ๆ 2-3 ชม. และเลือกใส่ผ้าอ้อมที่แห้งสบายทันที ไม่อับชื้น ซึมซับไวขึ้นถึง 150%(3) ด้วยแผ่นซูเปอร์ ดราย ไดมอนด์ ชีท เราขอแนะนำ ‘ผ้าอ้อมเบบี้เลิฟ เพลย์แพ้นท์ พรีเมียม’ สูตรใหม่!  ตามไปสัมผัสผ้าอ้อมที่แห้งไวสบายทันที แบบได้ส่วนลดและของแถมฟรี! ที่ BabyLove Online Shop
​(3) เปรียบเทียบกับสูตรก่อนหน้า

ติดตามเราได้ที่ :

Facbook Babylove Youtube Babylove IG Babylove subscribe

บริษัท ดีเอสจี อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

© 2016 DSG International (Thailand) PLC. All rights reserved.