มือเท้าปากกับอีสุกอีใส อาการต่างกันอย่างไร? เช็กเลย

เขียนโดย คุณหมอแอน พญ.ปิยะรัตน์ เลิศบรรณพงษ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

มือเท้าปากกับอีสุกอีใส อาการต่างกันอย่างไร? เช็กเลย มือเท้าปากกับอีสุกอีใส อาการต่างกันอย่างไร? เช็กเลย มือเท้าปากกับอีสุกอีใส อาการต่างกันอย่างไร? เช็กเลย
ในช่วงฤดูฝน คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมรับมือกับโรคต่าง ๆ ที่มักจะระบาดมากในช่วงนี้ ซึ่งหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยในเด็ก ก็คือ โรคไข้ออกผื่น
โรคไข้ออกผื่นนั้นมีมากมายหลายชนิด แต่ละโรคก็มีลักษณะของผื่นที่แตกต่างกันออกไป และหนึ่งในโรคที่มีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใสคล้ายกันมากจนคุณแม่หลายคนอาจเข้าใจผิด นั่นก็คือ โรคอีสุกอีใส และมือเท้าปาก


ลูกมีไข้แล้วมีผื่นขึ้น เป็นอีสุกอีใส หรือ มือ เท้า ปาก?

แม้จะเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากไวรัสเหมือนกัน แต่ทั้ง 2 โรคนี้เป็นคนละโรคกัน เกิดจากไวรัสคนละชนิด มีความแตกต่างกันในเรื่องของตำแหน่งผื่น อาการร่วม การดูแล และการป้องกันการแพร่เชื้อ

อีสุกอีใส กับ มือ เท้า ปาก ต่างกันมากน้อยแค่ไหน?

โรคอีสุกอีใส (chickenpox) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อ varicella-zoster virus (VZV) โรคนี้มักพบในเด็กแต่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงวัย โดยทั่วไปแล้วผู้ที่เคยเป็นอีสุกอีใสจะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต แต่ไวรัสอาจกลับมาก่อโรคงูสวัดในภายหลังได้
โรคมือ เท้า ปาก (Hand, Foot and Mouth Disease (HFM)) เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม enteroviruses ซึ่งมีหลายสายพันธุ์

อีสุกอีใสมีอาการอย่างไร?

โรคอีสุกอีใสมี 3 ระยะ ดังนี้
  1. ระยะเริ่มต้น จะมีอาการคล้ายไข้หวัด เช่น มีไข้ต่ำ ปวดเมื่อยตามตัว และเบื่ออาหาร
  2. ระยะตุ่มน้ำ เจ้าตัวน้อยจะมีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย และพัฒนาเป็นตุ่มน้ำใส อาจรู้สึกคันมาก กระจายไปทั่วร่างกาย ใบหน้า ลำตัว รวมถึงหนังศีรษะ และปาก ลักษณะเฉพาะของผื่นที่เป็นจากโรคอีสุกอีใสก็คือการที่มีผื่นหลายระยะอยู่ด้วยกัน (Multistage) คุณแม่จะเห็นทั้งผื่นที่เป็นจุดแดง ๆ เริ่มต้น เริ่มกลายเป็นตุ่มน้ำใสบนพื้นแดง และแตกออกกลายเป็นสะเก็ด อยู่รวม ๆ กัน
  3. ระยะตกสะเก็ด ภายในไม่กี่วันตุ่มน้ำจะแตกออกและเริ่มแห้งกลายเป็นสะเก็ด ซึ่งจะหลุดออกไปเองภายใน 7 -10 วัน โดยไม่มีแผลเป็น หากลูกน้อยไม่มีการเกาอย่างรุนแรง
  • มือ เท้า ปาก มีอาการอย่างไร?
  • มีไข้สูงเฉียบพลัน 38-39 °c
  • เจ็บคอ ไม่อยากอาหาร
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • งอแง ร้องกวน
  • เริ่มปรากฏตุ่มน้ำใสในช่องปากปากและลําคอ
  • มีผื่นแต่ไม่คัน และอาจมีตุ่มน้ำใส หรือตุ่มนูนเล็ก ๆ บนฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือผื่นบริเวณก้น
โดยปกติอาการของโรคมือ เท้า ปาก มักไม่รุนแรง และสามารถหายได้เองภายใน 7 - 10 วัน

โรคอีสุกอีใสติดต่อกันได้อย่างไร?

เชื้ออีสุกอีใสสามารถแพร่กระจายผ่าน…
  • ทางอากาศที่มีละอองฝอยจากการไอ จาม ของคนป่วยที่ลอยอยู่ในอากาศเข้าไป
  • สัมผัสกับของเหลวจากตุ่มน้ำของผู้ป่วย
  • สัมผัสสิ่งของที่มีเชื้อไวรัสของคนป่วยปนเปื้อน

โรคมือ เท้า ปาก ติดต่อกันได้อย่างไร?

  • ได้รับเชื้อผ่านทางปากโดยตรงจากมือที่เปื้อนน้ำมูก น้ำลาย และอุจจาระของคนป่วยหรือผู้ติดเชื้อ
  • หายใจเอาเชื้อที่แพร่กระจายจากละอองฝอยของการไอ จาม ของผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อ
  • ระยะฟักตัว 3-5 วัน

โรคอีสุกอีใสและมือ เท้า ปาก มีภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง?

ภาวะแทรกซ้อนของโรคอีสุกอีใส
ส่วนใหญ่จะหายเองได้โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่อาจพบได้ คือ
  1. การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง จากการเกาตุ่มน้ำจนเป็นแผล
  2. งูสวัด ไวรัสจะแฝงตัวในร่างกายและทำให้เกิดงูสวัดในอนาคต
  3. ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงแต่พบได้น้อย เช่น ปอดอักเสบจากไวรัส ซึ่งอาจพบได้ในผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ภาวะสมองอักเสบ

หากเป็นมือ เท้า ปาก เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

หากลูกมีอาการที่รุนแรงขึ้น ได้แก่ ซึม ไม่รู้สึกตัว กินอาหารไม่ได้ อ่อนเพลียมาก ปากแห้ง มีอาการขาดน้ำรุนแรง ควรรีบพาลูกน้อยไปพบแพทย์โดยด่วน

อีสุกอีใส และ มือ เท้า ปาก รักษาอย่างไร?

การรักษาโรคอีสุกอีใส

ส่วนใหญ่สามารถหายเองได้โดยไม่ต้องใช้ยาต้านไวรัส (แต่บางรายคุณหมออาจพิจารณาการให้ยาต้านไวรัสอีสุกอีใสซึ่งจะให้ตามข้อบ่งชี้โดยพิจารณาเป็นราย ๆ ไป) ส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาบรรเทาตามอาการ พักผ่อนให้เพียงพอ ใช้ยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล ทายาลดอาการคัน เช่น คาลาไมน์โลชั่น หรือยาแก้แพ้เพื่อช่วยลดการคันและป้องกันการเกา

การรักษาโรคมือ เท้า ปาก

ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคมือ เท้า ปากโดยเฉพาะ จะเป็นการรักษาตามอาการ ซึ่งหากอาการไม่รุนแรง เช่น
  1. หากลูกมีไข้ สามารถให้กินยาลดไข้ หรือเช็ดตัวเพื่อลดไข้
  2. หากมีอาการคันมาก สามารถกินยาแก้แพ้
  3. หากลูกมีอาการที่รุนแรงขึ้น ได้แก่ ซึม ไม่รู้สึกตัว กินอาหารไม่ได้ อ่อนเพลียมาก ปากแห้ง มีอาการขาดน้ำรุนแรง ควรรีบพาลูกน้อยไปพบแพทย์โดยด่วน

ป้องกันการแพร่กระจายของอีสุกอีใสและมือ เท้า ปากอย่างไร?

การป้องกันการแพร่กระจายโรคอีสุกอีใส

แยกผู้ป่วยออกจากผู้อื่นจนกว่าตุ่มน้ำจะแห้งสนิทและไม่มีตุ่มใหม่เกิดขึ้น หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และล้างมือบ่อย ๆ

การป้องกันการแพร่กระจายโรคมือ เท้า ปาก

  1. แยกผู้ป่วยออกจากผู้อื่นจนกว่าจะไข้ลง ตุ่มน้ำจะแห้งสนิทและไม่มีตุ่มใหม่เกิดขึ้น แผลในปากหายจนหมด
  2. หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และล้างมือบ่อย ๆ
  3. เชื้อถูกทำลายได้โดย
  • แสงอัลตราไวโอเลต
  • การอยู่ในสภาพที่แห้งเชื้อจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน
  • เชื้อสามารถถูกทำลายโดยการต้มที่ 50 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที
แต่เชื้อจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายวันในอุณหภูมิห้องและเมื่ออยู่ในสภาพที่มีโปรตีนผสมอยู่ด้วย เช่น ในน้ำนม ไอศกรีม หรือครีม จะมีชีวิตอยู่นานกว่าในน้ำ ดังนั้นการทำให้น้ำนมปราศจากเชื้อ โดยวิธีการพาสเจอไรซ์สามารถทำลายเชื้อได้

       4.การกำจัดเชื้อ ทำได้โดยใช้ฟอร์มาลินขนาด 0.3% คลอรีนผสมน้ำ 0.1 ppm, (part per million) จะสามารถทำลายเชื้อได้ หากต้องการทำลายเชื้อในอุจจาระจะต้องใช้คลอรีนที่เข้มข้นมากกว่านี้ และเชื้อนี้ค่อนข้างทนทาน จะไม่ถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์ที่ใช้ทั่วไป
 

อีสุกอีใส และ มือ เท้า ปาก มีวัคซีนป้องกันหรือไม่?

วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส

เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันโรคอีสุกอีใส ช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อและลดความรุนแรงของอาการหากติดเชื้อ
  1. เด็ก ควรได้รับวัคซีนเข็มแรกเมื่ออายุ 12 - 18 เดือน และเข็มที่สองเมื่ออายุ 18 เดือน - 4 ปี โดยห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 3 เดือน
  2. ผู้ใหญ่ที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใส ควรได้รับวัคซีน 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์

วัคซีนป้องกันโรคมือ เท้า ปาก

มีเพียงชนิดเดียว คือ วัคซีนป้องกันเชื้อ EV71 (EV71 Vaccine) ซึ่งจะช่วยป้องกันสายพันธุ์อันตรายอย่าง EV71 ได้เพียงสายพันธุ์เดียว ไม่ช่วยป้องกันหรือลดความรุนแรงของสายพันธุ์อื่น โดยฉีดจำนวน 2 เข็ม ห่างเข็มละ 1 เดือน ฉีดได้ในเด็กอายุ 6 เดือนจนถึงก่อน 6 ปี

เปรียบเทียบ อีสุกอีใส กับ มือ เท้า ปาก แตกต่างกันอย่างไร?

  โรคอีสุกอีใส โรคมือ เท้า ปาก
เชื้อก่อโรค ไวรัส varicella-zoster virus: VZV) ไวรัสกลุ่ม Enterovirus
การติดต่อ
  • การสัมผัสร่างกาย ตุ่มน้ำ และสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรือน้ำในตุ่ม
  • การสูดละอองเชื้อไวรัสที่ปนเปื้อนในอากาศหลังผู้ป่วยไอหรือจาม
  • การสัมผัสพื้นผิวที่อาจปนเปื้อนเชื้อเช่น ของใช้ส่วนตัว ของเล่น หรือฝ่ามือ
  • การสัมผัสร่างกาย ตุ่มน้ำ และสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรือน้ำในตุ่ม
  • การสูดละอองเชื้อไวรัสที่ปนเปื้อนในอากาศหลังผู้ป่วยไอหรือจาม
  • การสัมผัสพื้นผิวที่อาจปนเปื้อนเชื้อเช่น ของใช้ส่วนตัว ของเล่น หรือฝ่ามือ
  • แพร่เชื้อผ่านอุจจาระได้
อายุ พบได้ในทุกวัย ส่วนใหญ่เป็นครั้งเดียวในชีวิต (มีส่วนน้อยที่เป็นมากกว่า 1 ครั้ง) มักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี สามารถเป็นได้หลายครั้ง
ระยะฟักตัว 7 - 20 วัน 3 - 5 วัน
ไข้ ไข้ต่ำถึงปานกลาง (37.5 - 38.5 °C) บางรายไข้สูง ไข้สูง 38-39 °C ใน 1 - 2 วันแรก
ผื่น ตุ่มน้ำกระจายทั่วร่างกาย ใบหน้า ลำตัว ไม่จำกัดเฉพาะมือกับเท้า
มีตุ่มหลายระยะให้เห็น ตั้งแต่ตุ่มแดง ตุ่มน้ำใส และตุ่มที่แห้งกลายเป็นสะเก็ด
ตุ่มน้ำใสมักพบมากบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ข้อศอก เข่า บริเวณก้น บางครั้งตุ่มน้ำอาจรวมตัวกันเป็นตุ่มน้ำใหญ่
มีแผลในปาก บริเวณรอบปาก และในลำคอ
อาการเด่น คันบริเวณผื่นมาก เจ็บคอมาก ไม่กินอาหาร ร้องงอแง
วัคซีน มีวัคซีนป้องกันโรค มีวัคซีนป้องกันเพียงชนิดเดียว คือ วัคซีน EV71

 

ขอบคุณข้อมูลจากคุณหมอแอน พญ.ปิยะรัตน์ เลิศบรรณพงษ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 

ติดตามเราได้ที่ :

Facbook Babylove Youtube Babylove IG Babylove subscribe

บริษัท ดีเอสจี อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

© 2016 DSG International (Thailand) PLC. All rights reserved.