คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจเกิดความกังวลเมื่อลูกน้อยยังไม่พูดหรือลูกพูดช้ากว่าเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน และเกิดความรู้สึกเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น จนทำให้เป็นกังวลว่าลูกน้อยผิดปกติหรือไม่ แต่คุณพ่อคุณแม่ทราบไหมคะว่าบางครั้ง การพูดช้าไม่ได้แปลว่าลูกผิดปกติเสมอไป เด็กแต่ละคนอาจมีจังหวะพัฒนาการไม่เท่ากัน การสังเกตสัญญาณความผิดปกติอื่น ๆ และช่วยกระตุ้นอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการสมวัยได้
ทางการแพทย์นิยาม ‘ลูกพูดช้า’ (Delay speech) แบบไหนถึงผิดปกติจริง ๆ ไว้ว่า
- เด็กอายุ 2 ปี ลูกยังพูดเป็นคำที่มีความหมายไม่ได้เลย หรือ พูดได้แค่คำศัพท์คำเดียว หรือสื่อสารกับคนอื่น ๆ ไม่ได้
- เด็กอายุ 3 ปี เจ้าตัวน้อยยังพูดเป็นประโยคสั้น ๆ ไม่ได้
แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตพัฒนาการที่อาจส่งสัญญาณผิดปกติมาก่อนได้ โดยไม่ต้องรอจน 2 ขวบ แล้วค่อยปรึกษาแพทย์นะคะ
การพัฒนาทางภาษานั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ทาง คือ การพูด และการรับฟัง ซึ่งจะต้องพัฒนาควบคู่กันไป แล้วการพูดจำเป็นต้องอาศัยอะไรบ้าง มาดูกัน
- อวัยวะรับสัมผัสการรับรู้ที่เป็นปกติ ได้แก่ หูและตา ที่มองเห็นและได้ยินเป็นปกติ
- สมอง รับสัญญาณจากหูและตา แปลงเป็นข้อมูล จากนั้นสมองก็จะต้องนึกคำพูดที่อยากพูดแล้วส่งสัญญาณออกไป
- อวัยวะที่เกี่ยวกับการแสดงออก เช่น กล้ามเนื้อต่าง ๆ ที่ควบคุมการเปล่งเสียงผลิตคำพูดออกมา ดังนั้น หากเกิดความผิดปกติของขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง หรือหลายขั้นตอนย่อมส่งผลถึงการพูดของเจ้าตัวน้อย
ชวนคุณพ่อคุณแม่เช็กพัฒนาการทางภาษาของลูกน้อยแต่ละช่วงวัย
ลูกน้อยวัย 1 เดือน พัฒนาการทางด้านภาษาตั้งแต่แรกเกิด ก็คือ การส่งเสียงร้องไห้
- การรับรู้ ลูกจะสะดุ้ง ขยับตัว กระพริบตาหรือร้องไห้เมื่อได้ยินเสียงดัง
- การสื่อสารด้านการแสดงออก ร้องไห้เมื่อหิว หรือรู้สึกไม่สบายตัว
ลูกน้อยวัย 2 - 3 เดือน
- การรับรู้ เมื่อเจ้าตัวน้อยได้ยินเสียงคุณแม่ใกล้ ๆ เด็กจะยิ้มหรือนิ่งฟัง
- การสื่อสารด้านการแสดงออก ลูกจะส่งเสียงอ้อแอ้ เหมือนพยายามพูดคุยกับคุณแม่ ทำเสียงอ้อแอ้เมื่อพึงพอใจ
ลูกน้อยวัย 5 - 6 เดือน
- การรับรู้ ลูกจะหันไปมองยังที่มาของเสียงที่ไม่ดังนัก
- การสื่อสารด้านการแสดงออก เจ้าตัวเล็กจะเล่นเสียงทีละพยางค์ กากา อาคา เริ่มเล่นเสียงต่าง ๆ เล่นน้ำลายเป่าปาก ส่งเสียงจากลำคอ
ลูกน้อยวัย 9 เดือน
- การรับรู้ เจ้าตัวซนทำตามคำสั่งได้ เช่น บ๊ายบาย หยุดเล่นเมื่อถูกสั่งห้าม เช่น เมื่อคุณแม่พูดคำว่า อย่า
- การสื่อสารด้านการแสดงออก ลูกทำเสียงโต้ตอบไม่เป็นภาษาเมื่อมีคนมาพูดด้วย เลียนแบบการเล่นเสียงของคนอื่น เลียนเสียงแปลก ๆ เช่น สุนัขเห่า จิ้งจกร้อง
ลูกน้อยวัย 12 เดือน
- การรับรู้ ลูกจะหันไปหาเมื่อเรียกชื่อ เข้าใจคำพูดที่ได้ยินบ่อย ๆ เช่น เอา ไม่เอา
- การสื่อสารด้านการแสดงออก เริ่มพูดคำที่มีความหมายได้ 2 - 3 คำ เช่น แม่ หม่ำ ไป
ลูกน้อยวัย 18 เดือน
- การรับรู้ เจ้าตัวน้อยจะชี้อวัยวะได้ 1 - 3 แห่ง เข้าใจศัพท์ได้ 50 คำ
- การสื่อสารด้านการแสดงออก ลูกสามารถพูดคำที่มีความหมายได้ 10 - 20 คำ เช่น หมา แมว
ลูกน้อยวัย 24 เดือน
- การรับรู้ เจ้าตัวน้อยจะชี้อวัยวะได้ 5 อย่าง เข้าใจคำถาม ทำตามคำสั่งง่าย ๆ ได้ เช่น ไปเอาของเล่นสิลูกมา นั่งลง
- การสื่อสารด้านการแสดงออก พูดคำที่มีความหมายได้ 50 - 400 คำ จะเริ่มพูดคำที่มีความหมาย 2 คำ ติดกัน เป็นวลีสั้น ๆ ไปไหน ไม่เอา แล้วก็จะเริ่มขึ้นเป็นประโยคยาว ๆ ได้ประมาณ 3 - 4 ขวบ
เจ้าตัวน้อยพูดช้ามีสาเหตุจากอะไร มาดูกัน
- ลูกน้อยมีปัญหาด้านพัฒนาการการได้ยินมีการได้ยินบกพร่อง เช่น การไม่ได้ยิน หรือ หูหนวก ทำให้ไม่สามารถเรียนรู้ภาษาจากการฟังได้
- ภาวะออทิสติก เกิดจากความบกพร่องด้านการสื่อสารสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ไม่เข้าใจคำสั่ง ความรู้สึกไวหรือช้าจนเกินไป ส่งเสียงหรือพูดไม่เป็นภาษา มีพฤติกรรมซ้ำ ๆ รวมถึงมีปัญหาต่อการตอบสนองต่อสิ่งเร้ารอบตัว โดยจะมีความบกพร่องในเรื่องของการใช้ภาษาการสื่อสารกับผู้อื่น ทางการพูด หรือการสื่อสารโดยไม่ใช้คำพูด
- ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา (Mental retard/Global delay development) หรือภาวะปัญญาอ่อน ลูกน้อยจะมีการพัฒนาล่าช้าในทุก ๆ ด้าน ไม่ใช่เฉพาะทางด้านการพูดหรือภาษา เช่น อาจจะมีพัฒนาการกล้ามเนื้อช้า ไม่สามารถนั่ง หรือยืนได้ตามอายุปกติ
- พัฒนาทางภาษาผิดปกติ (Developmental language disorder - DLD) หรือ ความบกพร่องเฉพาะด้านภาษา แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้…
- กลุ่มที่มีพัฒนาการทางภาษาด้านการพูดช้ากว่าวัยเพียงอย่างเดียว (Isolated expressive language disorder) จะเริ่มพูดช้ากว่าวัยเดียวกัน แต่เมื่อพูดได้จะสามารถสื่อสารและเรียนรู้ได้ทันเด็กวัยเดียวกัน
- กลุ่มที่มีความผิดปกติของพัฒนาการทางภาษาที่มีการแสดงออกและความเข้าใจภาษาล่าช้า (Mix receptive-expressive language disorder) จะมีความล่าช้าในการเรียนรู้และเข้าใจในคำศัพท์ อาจใช้ศัพท์ไม่ถูกความหมาย พูดสลับคำในประโยคที่ยาวหรือซับซ้อน
- กลุ่มที่มีความผิดปกติของพัฒนาการของสมองชั้นสูงในการใช้ภาษา (Higher order processing disorder) จะมีความบกพร่องในการใช้คำศัพท์และการใช้ภาษาอย่างเหมาะสมกับกาละเทศะ ซึ่งส่งผลต่อการเข้าสังคมและการสื่อสารกับผู้อื่น
- ขาดการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสม เช่น อาจเกิดจากผู้เลี้ยงดูพูดคุยสื่อสารกับเด็กน้อยเกินไป เพราะพัฒนาการทางภาษาของเจ้าตัวน้อยไม่สามารถเกิดขึ้นได้เอง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่ลูกมีโอกาสที่จะได้ยินคำพูดของผู้ใหญ่แล้วเปล่งเสียงตาม ถ้าไม่มีการได้ยินคำพูดเจ้าตัวน้อยก็จะไม่สามารถพูดได้
- เลี้ยงลูกด้วยหน้าจอ ให้ลูกดูแต่ทีวี หรือเล่นมือถือเป็นเวลานานมากเกินไปเพื่อให้เขาอยู่นิ่ง ๆ เพราะหน้าจอเป็นการสื่อสารทางเดียวจะเพิ่มความเสี่ยงให้เด็กยิ่งพูดช้า ขณะเดียวกันยังเป็นตัวกระตุ้นให้ลูกมีอาการสมาธิสั้นได้อีกด้วยนะคะ
- ปล่อยให้ลูกเล่นคนเดียว ขาดการฟังและการสื่อสาร
- ตอบสนองลูกก่อนจะร้องขอ หรือทำอะไรให้ลูกมากเกินไป เจ้าตัวน้อยจึงไม่มีโอกาสได้พูดสื่อสารถึงความต้องการของตัวเองว่าต้องการอะไร
- พูดสื่อสารไม่เหมาะกับช่วงวัยของเด็ก เช่น ใช้ประโยคที่ยากหรือยาว และพูดเร็วมากเกินที่ลูกจะเรียนรู้หรือเข้าใจได้ หรือใช้หลายภาษาในครอบครัว
- มีประวัติในครอบครัวมีญาติที่เคยพูดช้า จะมีความบกพร่องเฉพาะการพูดอย่างเดียว พอเริ่มพูดได้ก็จะพูดเป็นปกติ
หากคุณพ่อคุณแม่ได้สังเกตพัฒนาการของลูกน้อยตามช่วงอายุข้างต้นแล้ว พบว่าลูกน้อยไม่สามารถสื่อสารตามพัฒนาการที่ควรจะเป็นได้ (Red flag signs) เช่น
- ลูกแรกเกิด - 4 เดือน ไม่ตอบสนองต่อเสียงในช่วงที่เด็กกำลังตื่นดี
- ลูกวัย 5 - 7 เดือน ส่งเสียงน้อย หรือไม่ส่งเสียงอ้อแอ้ โต้ตอบกับผู้เลี้ยงดู
- ลูกวัย 9 - 12 เดือน ไม่หันหาเสียง ไม่ส่งเสียงเลียนแบบพยัญชนะอื่น นอกจากเสียง ‘อ’ เด็กไม่ส่งเสียงพูด ไม่หันมาทางเสียง ไม่เลียนแบบพฤติกรรมหรือเสียงที่ได้ยิน
- ลูกวัย 15 เดือน ไม่พูดคำที่มีความหมาย อย่างน้อย 1 คำ
- ลูกวัย 18 เดือน ไม่เข้าใจหรือทำตามคำสั่งอย่างง่าย ไม่พูดคำที่มีความหมาย 3 คำ
- ลูกวัย 2 ปี ไม่พูดคำที่มีความหมายต่างกัน 2 คำต่อเนื่องกัน พูดคำศัพท์น้อยกว่า 50 คำ
- ลูกวัย 2 ปีครึ่ง ไม่พูดเป็นวลียาว 3 - 4 คำ ยังทำเสียงไม่เป็นภาษา
- ลูกวัย 3 ปี ไม่พูดเป็นประโยคที่สมบูรณ์ คนรอบข้างฟังภาษาที่เด็กพูดส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ไม่พูดเป็นประโยค ไม่เล่นสมมติง่าย ๆ และไม่สนใจเด็กคนอื่น
- ลูกวัย 4 ปี เล่าเรื่องสั้น ๆ ไม่ได้ คนรอบข้างยังฟังภาษาที่ลูกพูดไม่เข้าใจเกินร้อยละ 25
หากมีภาวะดังกล่าวควรรีบพาเจ้าตัวน้อยเข้าพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ และหาทางรักษาต่อไป
การสังเกตพัฒนาการลูกอย่างใกล้ชิด และช่วยกระตุ้นอย่างเหมาะสมโดยไม่ทำให้เจ้าตัวน้อยเกิดความรู้สึกกดดัน ส่วนแนวทางในการกระตุ้นพัฒนาการที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำเองได้ คือการพูดคุยกับลูกบ่อย ๆ โดยเทคนิคง่าย ๆ ใช้คำถามสั้น ๆ เข้าใจง่ายให้ลูกโต้ตอบ หรือการทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น อ่านนิทานหรือเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ก็จะช่วยกระตุ้นการพูดและสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนานให้กับลูกน้อย นอกจากนี้การให้ความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจ และการเอาใจใส่ ไม่ปล่อยปละละเลยลูกก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดีสมวัยค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจากคุณหมอแอน พญ.ปิยะรัตน์ เลิศบรรณพงษ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ